logoเด็กทุนมงMEXT Scholar · JLPT Library
ระดับสูง · 上級

人々ひとびと感染症かんせんしょうから守るまもるために世界的せかいてき視野しや

เพื่อปกป้องผู้คนจากโรคติดต่อ ต้องมีวิสัยทัศน์ระดับโลก
新型しんがたコロナウイルス感染症かんせんしょう(COVID-19)の大流行りゅうこうで、私たちわたしたち感染症かんせんしょう世界せかい共通きょうつう課題かだいであり、対策たいさく講じるこうじるには世界的せかいてき視野しや必須ひっすであることに気づいたきづいた。そこで、特集とくしゅううみ越えてきたこえてきた研究者たちけんきゅうしゃたち」第2かいでは、マレーシアの大学だいがく卒業後そつぎょうご留学生りゅうがくせいとして来日らいにちし、約20ねんにわたって媒介性ばいかいせいウイルス感染症かんせんしょう研究けんきゅう取り組むとりくむ東京大学とうきょうだいがく大学院だいがくいん医学系いがくけい研究科けんきゅうか教授きょうじゅのモイ・メンリンさんに、これまでの経歴けいれき国際こくさい連携れんけい重要性じゅうようせい研究者けんきゅうしゃ求められるもとめられることなどを聞いたきいた
การระบาดใหญ่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ทำให้เราตระหนักว่าโรคติดต่อคือปัญหาร่วมของโลก และการจะออกมาตรการรับมือได้นั้นต้องอาศัยวิสัยทัศน์ระดับโลกเป็นสิ่งจำเป็น ในตอนที่ 2 ของบทความชุด “นักวิจัยที่ข้ามทะเลมา” เราจึงได้ไปสัมภาษณ์ อ.โมอิ เมิ่งหลิง ศาสตราจารย์แห่งบัณฑิตวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้ซึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยในมาเลเซียแล้วเดินทางมาญี่ปุ่นในฐานะนักศึกษาต่างชาติ และทุ่มเทกับงานวิจัยโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงเป็นพาหะมากว่า 20 ปี เกี่ยวกับประวัติที่ผ่านมา ความสำคัญของความร่วมมือระดับนานาชาติ และสิ่งที่นักวิจัยพึงมี
ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โรคติดต่อได้คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้นเสมอมา มีบันทึกการระบาดใหญ่ของกาฬโรคและฝีดาษมาตั้งแต่ยุคโบราณ ทั้งไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดแทบทุกปี และ COVID-19 ในช่วงหลัง โรคติดต่อสารพัดชนิดคุกคามชีวิตของเราอยู่ตลอด
ด้วยเหตุนี้ การรับมือโรคติดต่อจึงเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และไม่ใช่เพียงแค่จัดการในระดับประเทศเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องแบ่งปันองค์ความรู้ระหว่างประเทศเพื่อเดินหน้าวิจัยไปด้วยกัน ผู้ที่เผชิญหน้ากับการรับมือโรคติดต่อโดยตรง และใช้ประสบการณ์อันมากมายในกลุ่มประเทศเอเชียก้าวขึ้นมาโลดแล่นอยู่แถวหน้าก็คือ อ.โมอิ นี่เอง
บ้านเกิดของ อ.โมอิ คือกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศหลายชาติพันธุ์ ตอนศึกษาวิชาจุลชีววิทยาในภาควิชาสิ่งแวดล้อมศาสตร์ มหาวิทยาลัยปุตรามาเลเซีย จุดที่ทำให้ อ.โมอิ ก้าวสู่งานวิจัยโรคติดต่อในญี่ปุ่นคือการที่ตัวเองป่วยเป็นไข้เลือดออก
“ตอนกำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยก็ป่วยเป็นไข้เลือดออก ไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงเป็นพาหะ ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกปี ทว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการพัฒนายารักษาหรือวัคซีนที่ได้ผลออกมา จึงลองคิดว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้าง” อ.โมอิ ย้อนความหลัง
เมื่อตัดสินใจว่าจะออกไปทำงานวิจัยด้านโรคติดต่อที่ต่างประเทศ อ.โมอิ ก็สมัครทุนการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น (MEXT) และสอบผ่าน จึงเดินทางมาญี่ปุ่น มาเลเซียเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่น สินค้าและวัฒนธรรมอาหารญี่ปุ่นอยู่ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งรายการทีวีของญี่ปุ่นก็ถูกแปลและออกอากาศอย่างแพร่หลาย จึงทำให้รู้สึกใกล้ชิดต่อญี่ปุ่นมาแต่เดิม
หลังเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ภาควิชาภาษาญี่ปุ่นและวัฒนธรรมญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยสึคุบะจนสามารถใช้งานได้แล้ว อ.โมอิ ก็เข้าเรียนต่อระดับปริญญาโทและทำงานวิจัยเรื่องภาวะมดลูกโตจากต่อมในกล้ามเนื้อ (Adenomyosis) แต่พอถึงระดับปริญญาเอก อ.เห็นว่าควรมุ่งไปในสิ่งที่ตนอยากทำจริง ๆ จึงตัดสินใจไปเคาะประตูขอเป็นลูกศิษย์ อ.คุราเนะ อิจิโร แห่งสถาบันวิจัยโรคติดต่อแห่งชาติ (NIID) ผู้เป็นระดับผู้นำในวงการวิจัยโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงเป็นพาหะ (ปัจจุบันเกษียณจากตำแหน่งผู้อำนวยการและเป็นเจ้าหน้าที่กิตติมศักดิ์)
หลังจากนั้นแม้จะเรียนอยู่ที่บัณฑิตวิทยาลัย ก็ยังไปทำงานที่สถาบันวิจัยโรคติดต่อควบคู่กัน อ.โมอิ กล่าวด้วยความรู้สึกขอบคุณว่า “ในชีวิตนักวิจัยของฉัน การได้เจอ อ.คุราเนะ ถือว่าใหญ่หลวงมาก ๆ ท่านสอนอะไรฉันเยอะมาก ทุกวันคือประสบการณ์อันล้ำค่า”
ไข้เลือดออกมีการระบาดในกว่า 100 ประเทศในเขตร้อนและกึ่งร้อนซึ่งมียุงอย่างยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) อยู่ จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษนี้ จำนวนผู้ป่วยที่มีการรายงานถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2019 สูงถึงประมาณ 5.2 ล้านราย นอกจากนี้ ในปี 2022 ก็ยังเกิดการระบาดใหญ่โดยมีเอเชียเป็นศูนย์กลาง
อ.โมอิ เดินหน้าวิจัยโดยมุ่งเป้าไปที่การตอบสนองของภูมิคุ้มกันในผู้ที่ติดเชื้อไข้เลือดออก “ในคนบางคนอาการรุนแรงมาก แต่ในอีกคนอาการก็เบามาก หากเราไขที่มาของสิ่งนั้นได้ก็จะเห็นชัดขึ้นว่าปัจจัยอะไรที่ทำหน้าที่ปกป้อง ซึ่งฉันคิดว่ามันจะนำไปสู่การพัฒนาวัคซีนและอื่น ๆ ได้”
หลังจบปริญญาเอก อ.โมอิ ยังทำงานวิจัยที่สถาบันวิจัยโรคติดต่อในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิชาการของกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการ ต่อมาเดือนมกราคม 2015 ได้เข้ารับตำแหน่งรองศาสตราจารย์ที่สถาบันวิจัยเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยนางาซากิ ทั้งยังควบตำแหน่งรองผู้อำนวยการของศูนย์ประสานงานวิจัยที่ WHO กำหนดให้ดูแลโรคติดเชื้อไวรัสเขตร้อนอุบัติใหม่ และเริ่มลงพื้นที่ทำ Fieldwork ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างมาเลเซีย ไทย และเวียดนาม บ่อยขึ้นกว่าเดิม
เจ้าหน้าที่การแพทย์ในพื้นที่จะทำหน้าที่เจาะเลือด ส่วน อ.โมอิ และทีมรับหน้าที่ทำการทดลองและวิเคราะห์ในห้องแล็บ นอกจากนี้ยังวิเคราะห์การระบาดของไข้ซิกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากด้านพันธุกรรม ทั้งยังให้ข้อเสนอแนะและมาตรการ ต่อมาในช่วงการระบาดใหญ่ทั่วโลกของ COVID-19 ก็ทุ่มเทกับงานวิจัยและการรับมือ ทั้งเป็นสะพานแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างญี่ปุ่นกับ WHO
อย่างไรก็ตาม อ.โมอิ ชี้ว่าการร่วมมือกับสถาบันวิจัยต่างประเทศก็มีจุดที่ต้องระวังเช่นกัน “อย่างเช่น โครงการที่กำหนดระยะเวลาชัดเจน ในญี่ปุ่นแม้จะมีการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล ตลอดช่วงเวลาที่กำหนดไว้ก็ยังสามารถทำวิจัยได้อย่างสบายใจ แต่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พอเปลี่ยนรัฐบาลปุ๊บ งบวิจัยก็อาจถูกตัดหายไปทันที”
ด้วยเหตุนี้ ในการทำวิจัยกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จำเป็นต้องหาพันธมิตร (สถาบันที่รับดูแล) ที่ไว้ใจได้ และเข้าใจสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ให้ถ่องแท้
อีกทั้งประเทศส่วนใหญ่ในเขตร้อนและกึ่งร้อนที่มีโรคติดต่อระบาดหลายชนิด มักมีช่องว่างทางเศรษฐกิจกับประเทศตะวันตกและญี่ปุ่น ผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายจึงห่างกัน บริษัทยายักษ์ใหญ่ก็หวั่นว่าถึงจะพัฒนาวัคซีนหรือยารักษาออกมา ก็จะไม่ได้กำไรคุ้มค่ากับที่ลงทุน ส่วนฝั่งประเทศกำลังพัฒนาก็ระแวงว่าถึงจะให้ตัวอย่างชิ้นเนื้อไป ก็ไม่ได้รับผลตอบแทน เอาไปเป็นเครื่องมือทำกำไรของบริษัทยาเท่านั้น จากเหตุผลเหล่านี้ ในอดีตจึงมีบางประเทศปฏิเสธการส่งตัวอย่างชิ้นเนื้อโรคติดต่ออุบัติใหม่ให้กับสถาบันวิจัยของประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่ง WHO เองก็มองเป็นปัญหา
เพื่อเลี่ยงสถานการณ์แบบนั้น อ.โมอิ ยืนยันว่า “ไม่ใช่รอให้เกิดโรคระบาดก่อนแล้วค่อยจับมือกัน แต่ต้องทำข้อตกลงที่แน่นหนากับสถาบันวิจัยต่างประเทศตั้งแต่ยามปกติ สร้างเครือข่ายที่มีนักวิจัยเป็นแกน แล้วเดินหน้าวิจัยไปพร้อมกับการปรึกษาหารือกับคนในพื้นที่อย่างละเอียด นอกจากนี้ พอมีผลลัพธ์อะไรออกมา ก็สำคัญที่จะต้องส่งคืนกลับไปยังประเทศที่แบ่งตัวอย่างให้กับเราด้วย” ความไว้วางใจที่สั่งสมได้จากตรงนี้ จะเชื่อมโยงไปสู่การรับมืออย่างรวดเร็วเมื่อเกิดโรคติดต่อชนิดใหม่ในอนาคต
เดือนตุลาคม 2021 อ.โมอิ ย้ายมาสังกัดบัณฑิตวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว การทุ่มเทให้กับงานวิจัยยังคงเหมือนเดิม แต่บอกว่าสภาพแวดล้อมที่ล้อมรอบตัวนักวิจัยเปลี่ยนไปมากในช่วง 10-20 ปีนี้ “ช่วงหลังการกระจายข้อมูลเร็วขึ้น เราถูกคาดหวังให้ร่วมมือกับนักวิจัยคนอื่นเพื่อออกผลงานให้เร็วที่สุด” เป็นความรู้สึกจริงของ อ.โมอิ
อันที่จริงในการรับมือกับ COVID-19 ผลการวิจัยจากทั่วโลกก็ถูกเผยแพร่ออกมาอย่างต่อเนื่อง และแพร่สู่ทั่วโลกในพริบตา ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ต้องพูดเลยว่าพันธมิตรงานวิจัยร่วมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงต้องมองการใช้งบสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นทางเลือกด้วย ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือการทำความเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศ
เช่น สำหรับญี่ปุ่น อ.โมอิ วิเคราะห์ว่า “มีจิตสำนึกอันแรงกล้าว่าต้องเสนอสิ่งดี ๆ ออกไป จึงน่าจะพัฒนาสิ่งที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสูงได้” ในด้านเทคโนโลยีก็เช่นกัน “แม้จะโดนทิ้งห่างในการรับมือ COVID-19 แต่ไม่ได้แปลว่าเทคโนโลยีของญี่ปุ่นล้าหลัง เช่น มีบริษัทที่มีเทคโนโลยีการสังเคราะห์เปปไทด์ (Peptide) ระดับสูง ซึ่งน่าจะนำมาใช้พัฒนาวัคซีนได้”
เปปไทด์คือกรดอะมิโนหลายตัวเชื่อมต่อกัน มีโมเลกุลขนาดเล็กกว่าโปรตีน กล่าวคือ ถ้าเราสร้างส่วนหนึ่งของโปรตีนไวรัสในรูปเปปไทด์ขึ้นมาใหม่ แล้วสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็มีโอกาสกลายเป็นวัคซีนที่ได้ผลจริง
อีกด้านหนึ่ง หากจะทำการทดลองทางคลินิก ในญี่ปุ่นถือว่ามีอุปสรรคค่อนข้างสูง แต่ อ.โมอิ กล่าวว่า “อินโดนีเซียกับมาเลเซียมีท่าทีเปิดรับการทดลองทางคลินิกมาก หากนำ know-how ด้านการวิจัยของญี่ปุ่นเข้ามาใช้ในการทดลองทางคลินิกของประเทศเหล่านี้ ก็อาจคาดหวังผลลัพธ์แบบส่งเสริมกันได้” องค์ความรู้แบบนี้ไม่มีทางได้จากการวิจัยแค่ในประเทศตัวเอง การขึ้นไปทำงานบนเวทีระดับโลกต่างหากที่จะช่วยขยายความเป็นไปได้
“อยากให้นักวิจัยรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นออกไปมองต่างประเทศให้เยอะ ๆ” อ.โมอิ กล่าว “วิธีวิจัยและทดลอง สภาพแวดล้อมและชุมชนที่นักวิจัยอยู่นั้นต่างกันไปในแต่ละประเทศ การได้แลกเปลี่ยนกับหลากหลายประเทศจะทำให้เกิดกรอบความคิดที่กว้างขึ้น เพราะฉะนั้นการสร้างโอกาสด้วยตัวเองแล้วต่อยอดขึ้นไปจึงสำคัญมาก”
ส่วนเรื่องที่ว่ากลับจากต่างประเทศมาญี่ปุ่นแล้วจะมีตำแหน่งงานรองรับหรือไม่นั้น “ตอนนี้กำลังกังวลเรื่องขาดแคลนบุคลากร นักวิจัยที่มีผลงานยอดเยี่ยมนั้นแน่นอนอยู่แล้ว แม้แต่นักวิจัยที่ไปสั่งสมประสบการณ์ต่างประเทศจนพัฒนาศักยภาพในฐานะมนุษย์ให้สูงขึ้น ก็จะมีที่มาแย่งตัวเต็มไปหมด”
“ที่ผ่านมาได้วิจัยคุณสมบัติและลักษณะเฉพาะของไวรัสไข้เลือดออกและไข้ซิกามาโดยตลอด ต่อจากนี้อยากขยับไปอีกก้าว มุ่งพัฒนาวัคซีนที่ใช้งานได้จริง” อ.โมอิ กล่าว ปณิธานที่ตั้งไว้ในวันวัยเยาว์ตอนถูกไข้เลือดออกเล่นงาน ยังคงอยู่แค่กลางทาง อ.จะจับมือกับหลาย ๆ ประเทศ ก้าวเดินสู่อนาคตต่อไป
東京大学大学院医学系研究科 国際保健学専攻 国際生物医科学講座 発達医科学・主任教授

※ อ้างอิงจาก 特集「海を越えてきた研究者たち」CHAPTER 02 — Science Window 2023 冬号 (JST) · 《モイ・メンリンさん》 นำมาใช้เพื่อการศึกษาในหมวด 'ฝึกอ่าน' — เด็กทุนมงสอนภาษาญี่ปุ่น

📚 ฝึกอ่านทั้งหมด